เกิดข้อผิดพลาดใน Gadget นี้

วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Apple iPod touch 8 GB (3rd Generation) NEWE ST MODEL

Apple iPod touch 8 GB (3rd Generation)                  NEWE ST MODEL


• NOTE: This is the 3rd generation 8 GB iPod touch that comes installed with iPhone OS 3.1 Software; it physically looks identical to the 2nd generation 8 GB iPod touch


• IMPORTANT: To get started using your iPod, charge your player using the USB cable for at least 2 hours


• 8 GB capacity for 1,750 songs, 10,000 photos, or 10 hours of video


• This third-generation 8 GB iPod touch includes standard Apple earphones; it does not come with earphones with microphone and is not compatible with Voice Control


• Up to 30 hours of music playback or 6 hours of video playback when fully charged


• 3.5-inch widescreen Multi-Touch display with 480 x 320 pixel resolution


• Supports AAC, Protected AAC, MP3, MP3 VBR, Audible, Apple Lossless, AIFF, and WAV audio formats; H.264 and MPEG-4 video formats; JPEG, BMP, GIF, TIFF


• One-year limited warranty with single incident of complimentary telephone technical support


     In anticipation of the eventual death of my Olympus M:Robe mp3 player, I purchased the Ipod Touch (3rd gen) yesterday. So far I have found things that I really like about this device and things that I dislike about this device.
What I like: beautiful design; lightweight; relatively easy to set up and use even if, like me, you have never owned an ipod before;...


You Save: $11.01 (6%)

ธรรมะกับความรัก


วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ข้อชวนคิด..



สมัยพุทธกาล พระภิกษุองค์หนึ่งทูลถามพระพุทธเจ้าว่า...มีคนคนหนึ่งมีนิสัยขี้โกรธมาก มีอะไรไม่ถูกใจ ไม่ชอบหน้าใครก็ด่าๆ พวกเรารำคาญจริงๆ จะทำอย่างไรดี.....พระองค์สอนว่า....ความโกรธเหมือนการทำอาหารให้คนอื่นกิน ถ้าเขาไม่กินก็ต้องกินเอง ทำเองกินเองนั่นแหละ...ถ้าเราไม่ชอบก็อย่าสนใจ เฉยเสียเท่านั้นเอง ตบมือข้างเดียวไม่ดังหรอก.....เขาโกรธเขาด่าเรา เราเป็นทุกข์...นั่นแหละ เรากินอาหารที่เขาปรุงให้แล้ว ผลก็คือทุกข์ด้วยกันทั้งคู่...เมื่อเรากินของเขาแล้ว...ก็ต้องทำอาหารให้เขากินบ้างก็คือเราก็โกรธเขา ด่าเขากลับไปบ้าง...กลับไปกลับมาอยู่อย่างนี้หลายภพหลายชาติไม่รู้จักจบสิ้น นี่คือชีวิตของสัตว์และมนุษย์
...ที่มาจากหนังสือ ผิดก่อน-ผิดมาก พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก....

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ข้อคิด..ให้กำลังใจ










ชีวิตยังมีทิศตะวันออก...
บ่อยครั้งที่ชีวิตผิดพลาด..ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็แล้วแต่ เรามักจะเอาสมาธิไปจดจ่ออยู่กับความผิดพลาดนั้น ซ้ำเติมตัวเองให้ทุกข์...ให้เสียใจ... และพยายามจะสร้างคำถามเพื่อค้นหาคำตอบให้ตัวเองอยู่เสมอ
ทั้งๆ ที่เราก็รู้ว่าคำตอบที่สร้างขึ้นมานั้น มัน " ไม่ใช่ความจริง"... ที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากความเสียใจนั้นได้เลย...
เราจึงยอมติดกับดักความเสียใจอย่างถอนตัวไม่ขึ้น และกลายเป็นทาสของมันอย่างรู้ตัว...
รู้ว่าเสียใจแต่ก็ไม่ทำให้อะไรมันดีขึ้นมา และเราก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตได้ แต่ทำไมเรายังเป็นทุกข์กับการเลือกที่จะเสียใจ และทำชีวิตให้มันแย่ลงกว่าเดิมทุกวันๆ...
ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่ารสชาติของมันสุดแสนจะขมขื่นมากมายเพียงใด
เพราะ " เราเริ่มต้นใหม่ไม่เป็น"... เราเลยยังทุกข์ระทมไปกับความผิดพลาดของชีวิต
สิ้นสุดแล้วแต่ก็เริ่มต้นใหม่ไม่ได้... ไปไม่เป็น...เหมือนจะมองเห็นทาง...
แต่ก็เลือกที่จะปิดหู ปิดตา และไม่พยายามจะเปิดใจ เราจึงต้องอยู่กับความเศร้าเสียใจอยู่ทุกคืนทุกวัน ตอกย้ำความผิดพลาดให้ตัวเองอยู่อย่างนั้น...
ลองมองดูวิถีดอกทานตะวันบ้างสิ..ชีวิตมีแต่ความเบิกบาน เพราะรู้จักที่จะใช้ชีวิตไปพร้อมๆ กับแสงตะวัน แสงสว่างที่ส่องนำทางให้ชีวิตทุกชีวิต..." ยังคงมีชีวิต"...
แม้ยามที่ดอกทานตะวันร่วงโรย... ก็ยังคงทิ้งเมล็ดพันธุ์ให้เจริญเติบโต... งอกงามและรับแสงตะวันได้ใหม่อีกครั้ง
เพราะฉะนั้นเราต้องไม่ปิดตัวเอง... แล้วจมอยู่กับความคิดที่ว่าชีวิตต้องเริ่มต้นใหม่ไม่ได้
อย่าทำร้ายตัวเองด้วยการเศร้าเสียใจ... แล้วปล่อยให้ชีวิตมันไหลไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีคุณค่าและไร้จุดมุ่งหมาย...
จงใช้ชีวิตให้เป็นดั่งเช่นดอกทานตะวัน... แม้ยามผิดพลาด เสียใจ ก็จะมีทางออกของชีวิตเสมอ
อับจนหนทางอย่างไร แสงสว่างจากดวงตะวัน ก็จะคอยส่องทางให้เราได้พบเจอทางออก
"ชีวิตเราจึงมีทางออก ตราบใดที่บนโลกใบนี้ยังมีทิศตะวันออก"...
แม้ว่าชีวิตจะยังมืดมน จะยังคงจมอยู่กับความผิดพลาด เศร้าใจ ก็จงเศร้าให้ถึงที่ สุด เสียใจ ก็จงเสียใจเสียให้พอ
หากยังร้องไห้ ขอให้ระบายน้ำตาออกมา อย่ากักเก็บมันไว้ ... เมื่อเราเสียใจอย่างถึงที่สุดแล้ว เราต้องกล้าลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง และพร้อมที่จะเป็นคนใหม่ ที่ใช้บทเรียนจากอดีต... เป็นเหมือนเข็มทิศคอยช่วยบอกทางแก่ชีวิต เพราะ...
" ความเศร้านั้นมีข้อดีข้อเสียในตัวมันเอง ข้อเสียคือทำให้เราโศกาอาดูร แต่ข้อดีของมันคือ... สอนให้เรารู้ว่าเราจะไม่ผิดพลาดตรงนี้อีก เราจะต้องไม่ร้องไห้ให้กับมันอีก..."
ใครบางคนเคยบอกเอาไว้ตอนที่เสียใจกับความผิดพลาดของชีวิต... เพราะฉะนั้นแล้วเกิดเป็นคน มีความรู้สึกรู้สาเหมือนกันหมด สามารถเศร้าเสียใจกับอดีตที่ผิดพลาดได้เหมือนกันหมด และก็เริ่มต้นใหม่เหมือนกันหมดเช่นเดียวกัน...
ขอเพียงกล้าที่จะเป็นนกปีกหักที่พร้อมจะรักษาตัวเอง และออกเดินทางได้โดยไม่กลัวว่าหนทางข้างหน้า... จะผิด พลาดซ้ำสอง อย่าลืมนะว่า ...
" เรามีโอกาสผิดพลาดได้บ่อยครั้งเท่าไหร่ เราก็เดินถูกทางมากขึ้นเท่านั้น..."


โดย :Portgas D. Ace ( สมาชิกไอดีที่ 118461) โพสเมื่อ [ วันอังคาร ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 14:09 น.]



ข้อความน่าคิด


ยุคสมัยนี้น่าจะง่ายพอสมควรสำหรับนึกให้กลัวการประหัตประหารชีวิตเพราะเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นแก่ใครต่อใครไม่ว่างเว้น อาจจะเกิดแก่เราเองวินาทีหนึ่งใดก็ได้หัดคิดไว้ก่อนจึงเป็นการเตรียมพร้อมที่ไม่ปราศจากเหตุผลแต่เป็นการไม่ประมาทความตายเกิดขึ้นได้แก่ทุกคนทุกหนทุกแห่งทุกเวลา พุทธศาสนสุภาษิตกล่าวว่า“เมื่อสัตว์จะตาย ไม่มีผู้ป้องกัน” และ“จะอยู่ในอากาศ อยู่กลางสมุทร เข้าไปสู่หลืบเขา ก็ไม่พ้นจากมฤตยูได้ประเทศคือดินแดนที่มฤตยูจะไม่รุกรานผู้อยู่ ไม่มี”เราจะถูกมฤตยูรุกรานเมื่อไรที่ไหนเราไม่รู้ หายใจออกครั้งนี้แล้ว เราอาจะไม่ได้หายใจเข้าอีกเมื่อถึงเวลาจะต้องตาย ไม่มีผู้ใดจะผัดเพี้ยนได้ ไม่มีผู้ใดจะช่วยได้เพราะเมื่อสัตว์จะตาย ไม่มีผู้ป้องกัน และความผัดเพี้ยนกับมฤตยูอันมีกองทัพใหญ่นั้นไม่ได้เลยทุกย่างก้าวของทุกคนไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่แห่งหนตำบลใด จึงทำไมถึงมือมฤตยูได้ผู้ร้ายก็เคยตกอยู่ในมือมฤตยู ในขณะที่กำลังเหนื่อยกายเหนื่อยใจใช้หัวคิดทุ่มเทเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายสูงสุดของตน ผู้ที่กำลังยิ้มแย้มแจ่มใสมีความสุขกับครอบครัวเคี้ยวข้าวอยู่ในปากแท้ๆ ก็เคยตกอยู่ในเงื้อมมือของมฤตยูโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวผู้เหินห่างฟ้าอยู่บนเครื่องบินใหญ่โตมโหฬารราวกับตึก ก็เคยอยู่ในมือมฤตยูโยไม่คาดคิดผู้โดยสารเรือสมุทรใหญ่ก็เคยตกอยู่ในมือมฤตยูพร้อมกันมากมายหลายชีวิตนักไต่เขาผู้สามารถก็เคยหายสายสูญในขณะกำลังไต่เขาโดยตกเข้าไปอยู่ในมือมฤตยูทั้งหมดนี้เป็นเครื่องยืนยันสัจจะแห่งพุทธศาสนสุภาษิตที่ยกขึ้นแสดงแล้วทั้งสิ้น

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน)